บทความตัวอย่างเพื่อการศึกษา ต้องได้รับการตรวจทานด้านหลักธรรมจากทางวัดก่อนใช้เป็นคำสอนอย่างเป็นทางการ
เมตตาและกรุณา: ใกล้กันแต่ไม่เหมือนกัน
ในภาษาธรรม เมตตา (mettā) คือความปรารถนาให้ผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ส่วนกรุณา (karuṇā) คือความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ทั้งสองเป็นคุณภาพของใจที่เกื้อหนุนกัน เมตตาทำให้เราไม่ปิดใจต่อชีวิตของคนอื่น ขณะที่กรุณาชวนให้มองเห็นความลำบากตรงหน้าและคิดว่าจะบรรเทาได้อย่างไร [1]
ความแตกต่างนี้ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเส้นแบ่งตายตัว เมื่อคนในครอบครัวเหนื่อยล้า เมตตาอาจเริ่มจากการไม่กล่าวโทษและปรารถนาให้เขาสบายใจขึ้น กรุณาอาจต่อเนื่องเป็นการถามว่าอยากให้ช่วยอะไร หรือรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน ความปรารถนาดีจึงไม่หยุดอยู่แค่ความรู้สึก แต่ค่อย ๆ แสดงออกเป็นการกระทำที่เหมาะกับสถานการณ์
ฝึกในบ้านและชุมชน
พระสูตรกรณียเมตตสูตรกล่าวถึงการแผ่ไมตรีโดยไม่จำกัดวง ให้ครอบคลุมสรรพชีวิต และเตือนใจให้ไม่ดูหมิ่นหรือมุ่งร้ายต่อกัน แม้ขณะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ก็ให้รักษาความตั้งใจนี้ไว้ [2] เมื่อนำมาพิจารณาในชีวิตประจำวัน ความหมายอาจอยู่ในเรื่องเรียบง่าย เช่น พูดกับคนในบ้านด้วยความเคารพ ช่วยเพื่อนบ้านเมื่อเจ็บป่วย หรือแบ่งเวลาให้ผู้สูงวัยและเด็กได้พูดอย่างไม่เร่งรัด
ช่วยโดยไม่ทำให้เป็นหนี้บุญคุณ
การช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ได้หมายถึงการละเลยขอบเขตหรือฝืนกำลังตน แต่คือการไม่ใช้ความช่วยเหลือเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ได้คำชม ความกตัญญู หรืออำนาจเหนืออีกฝ่าย บางครั้งสิ่งที่ช่วยได้คือการลงมือ บางครั้งคือการถามก่อน เคารพคำปฏิเสธ หรือยอมรับว่าเรายังช่วยไม่ได้ การให้ด้วยใจที่ไม่ยึดติดกับการตอบแทนช่วยให้ทั้งผู้ให้และผู้รับมีพื้นที่เป็นอิสระมากขึ้น และเตือนเราว่าความกรุณาเป็นการฝึกใจที่เริ่มใหม่ได้ในทุกความสัมพันธ์


